ประวัติผู้ก่อตั้ง

“หลังจากที่ผมออกมาจากการเป็นหุ้นส่วนทั้งหมด ของบริษัทที่คุณพ่อร่วมหุ้นไว้ ผมก็ไม่รู้ว่าจะไปทำธุรกิจอะไรดี เคยอ่านหนังสือชีวประวัติของ ลี ไอเอคอคค่า ซึ่งเขาเป็นประธานบริหารของบริษัท Chrysler Corporation ซึ่งได้กล่าวไว้ “ถ้าไม่รูจะทำธุรกิจอะไร ก็ให้เปิดร้านอาหาร เพราะถึงอย่างไร เราก็ยังมีข้าวกินสามมื้อ” ผมเลยคิดว่าจะเปิดร้านอาหารไปพลางๆก่อน ในสมัยนั้นภัตตาคารสุกี้กำลังเริ่มเป็นที่นิยมและตัวผมเองก็ชอบทานสุกี้ จึงคิดว่าการเปิดภัตตาคารสุกี้นี่แหละน่าจะเหมาะ”

การเข้าไปช่วยธุรกิจของครอบครัวเป็นจุดเริ่มต้นการทำงานของคุณณัฐดนัย ธนะกมลาประดิษฐ์ ซึ่งปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซันซอส อุตสาหกรรมอาหาร จำกัด เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำจิ้มสุกี้ ตรา “ซันซอส” คุณณัฐดนัยต้องเข้าไปช่วยกิจการของคุณพ่อหลังจากเรียนจบเนื่องด้วยในบริษัทมีหุ้นส่วนอยู่ด้วยกันอีก 2-3 หุ้น เพราะฉะนั้นในด้านการทำงานจะต้องมีการวางแผนหรือประชุมร่วมกัน แต่การทำงานก็ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่ตั้งใจไว้ การได้เข้ามามีโอกาสทำงานในครั้งนี้ คุณณัฐดนัยได้พบปัญหาที่เกิดขึ้น เกี่ยวกับการคอรัปชั่นในบริษัท ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการคอรัปชั่นในฝ่ายจัดซื้อซึ่งเป็นปัญหาที่ถูกละเลยมาตลอด เมื่อคุณณัฐดนัยเข้ามาเห็นว่าเกิดความเสียหายมาก จึงปรึกษาและขออนุญาติคุณพ่อแก้ไขปัญหานี้อย่างเด็ดขาด

ความภูมิใจอีกเรื่องหนึ่ง ในสมัยที่คุณณัฐดนัยทำงานอยู่กับคุณพ่อ คุณณัฐดนัยเล่าว่าการเป็นผู้ผลิตสินค้าส่งออกต่างประเทศในสมัยก่อนนั้น นิยมขายผ่านเทรดดิ้งเท่านั้นเพราะสมัยก่อนนั้น ผู้ผลิตจะคิดแต่เพียงว่าตนมีหน้าที่ในการผลิตสินค้าตามที่ลูกค้าต้องการเท่านั้น ซึ่งคุณณัฐดนัยก็พบว่าการพึ่งพาบริษัทเทรดดิ้งเพียงอย่างเดียว ไม่ส่งผลดีต่อโรงงาน เช่น ถูกบริษัทเทรดดิ้งกดราคาบ้าง ชำระเงินค่าสินค้าให้ทางโรงงานล่าช้าบ้าง หรือบางรายก็ปิดบริษัทหนีไปต่างประเทศก็มี คุณณัฐดนัยจึงพยายามหาโอกาสไปพบลูกค้าด้วยตนเองทั้งต่างประเทศและในประเทศ แต่กลับได้รับการต่อต้านจากหุ้นส่วนในบริษัท “โชคดีที่ตอนนั้น คุณพ่อ ท่านเห็นด้วยในความ คิดของผม ผมเลยได้มีโอกาสทำการตลาดเอง ขายตรงให้ลูกค้าของเราที่ต่างประเทศเลย ไม่ต้องหวังพึ่งแต่พวกเทรดดิ้งแล้ว” คุณณัฐดนัยเล่าด้วยสีหน้าที่พอใจ

ครั้งแรกที่คุณณัฐดนัยมีโอกาสบินไปพบลูกค้าเองที่ต่างประเทศ ผลปรากฎว่าได้ยอดสั่งสินค้ากลับมาเป็นมูลค่ากว่า 60 ล้านบาท คุณณัฐดนัยกล่าวกับเราว่า นั่นป็นอีกความภูมิใจจากการทำงานกับคุณพ่อ แต่จุดพลิกผันในชีวิตของผู้บริหารท่านนี้ ก็เกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว “จู่ๆ คุณพ่อก็ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เสียชีวิต ขณะเดินทางไปจังหวัดชุมพรเพื่อซื้อที่ดิน ตอนนั้นผมรู้สึกเคว้งคว้างคิดอะไรไม่ออก” คุณณัฐดนัย บอกกับเรา การจากไปของคุณพ่อทำให้ภาระและความรับผิดชอบทั้งหมดของคุณพ่อ ตกมาอยู่กับคุณณัฐดนัยซึ่งเป็นลูกชายเพียงคนเดียว คุณณัฐดนัยต้องไปเป็นประธานบริษัทกระทันหันถึง 3 บริษัท ได้แก่บรัษัทเกี่ยวกับการทำธุรกิจฟาร์มกุ้ง 2 แห่ง และโรงงานผลิตผลไม้อบแห้งอีก 1 แห่ง “ปกติผมชอบคิดริเริ่มอะไรใหม่ๆให้คุณพ่อ แต่พอต้องมารับผิดชอบเรื่อง เงินๆ ทองๆ ของบริษัททั้ง 3 แห่ง แทนคุณพ่อที่จากไป ผมรู้สึกมืดแปดด้านเลย” การตัดสินใจขายหุ้นในบริษัทฟาร์มกุ้งในราคาขาดทุนเป็นสิ่งที่คุณณัฐดนัยเลือกทำ ณ เวลานั้น เพราะไม่ฝืนทำในสิ่งที่ตนไม่สามารถควบคุมได้ หากฝืนทำต่อไปย่อมเป็นปัจจัยลบ คุณณัฐดนัยจึงเลือกที่จะหันมาทุ่มเทดูแลธุรกิจผลไม้อบแห้งอย่างจริงจัง แต่การกลับมายังธุรกิจผลไม้อบแห้งก็ต้องพบกับอุปสรรคชิ้นใหม่ เมื่อหุ้นส่วนไม่สนับสนุนการทำงาน เหมือนสมัยคุณพ่อยังอยู่ ท้ายที่สุดของปัญหานั้นจบลงด้วยการตัดสินใจยกหุ้นที่มีอยู่ให้แก่หุ้นส่วนไปโดยไม่ได้ผลตอบแทนเลย

“ตอนนั้นผมตัดสินใจ ยกหุ้นให้ไปฟรีๆเลย เพราะอึดอัดเหมือนคนมีสองขา แต่ขาอีกข้างหนึ่งมันมีลูกตุ้มถ่วงไว้ เลยคิดว่าไม่เอาแล้ว ออกไปทำอะไรเองสบายใจกว่า ตอนนั้นคิดจะขายเพื่อเอาเงินเหมือนกัน แต่เค้าบอกไม่มีเงินซื้อหุ้นผมหรอก ผมกลับมาคิดอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายผมตัดสินใจ กลับไปบอกเค้าว่า ผมยกหุ้นให้ฟรีๆเอาไหม” เมื่อไม่ได้ความยุติธรรมในการทำธุรกิจ ทั้งๆที่คุณณัฐดนัยพยายามทำเพื่อผลประโยชน์ของบริษัทแล้วก็ตาม แต่คุณณัฐดนัยยังเชื่อว่าความดีเท่านั้นที่จะช่วยทำให้ทุกอย่างดีขึ้น

การได้มีโอกาสเข้าไปทำงานกับคุณพ่อและหันหลังให้กับธุรกิจทั้งหมดที่คุณพ่อสร้างไว้เป็นอีกประสบการ์ณของการทำงานที่สอนคุณณัฐดนัยโดยตรง “หลังจากที่ผมออกจากการเป็นหุ้นส่วนทั้งหมดที่มีอยู่ของบริษัท ที่คุณพ่อร่วมหุ้นไว้ ผมก็ไม่รู้ว่าจะไปทำธุรกิจอะไรดีและได้เคยอ่านหนังสือชีวประวัติของ ลี ไอเอคอคค่า ซึ่งเขาเป็นประธานบริหารของบริษัท Chrysler Corporation ซึ่งได้กล่าวไว้ “ถ้าไม่รู้จะทำธุรกิจอะไร ก็ให้เปิดร้านอาหาร เพราะถึงอย่างไร เราก็ยังมีข้าวกินสามมื้อ” ผมเคยคิดว่าจะเปิดร้านอาหารไปพลางๆก่อน ในสมัยนั้นภัตตาคารสุกี้นี่แหละน่าจะเหมาะ” เหตุผลที่ทำให้เข้ามาสู่วงการธุรกิจซึ่งยังคงเกี่ยวข้องกับอาหารอีกครั้ง โดยในครั้งแรกคุณณัฐดนัยเริ่มต้นด้วยการทำร้านสุกี้ร้านแรกของอำเภอหัวหินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ใช้ชื่อร้านว่า “ภัตตาคารซันไชน์สุกี้” ด้วยการมีสูตรและพัฒนาเป็นของตนเอง คุณณัฐดนัยเล่าว่าตัวท่านเองชอบรับประทานสุกี้อยู่แล้ว จึงพยายามคิดหาสูตรที่ลงตัวมาเสิร์ฟให้ลูกค้าและก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ในขณะเดียวกัน คุณณัฐดนัยยังมีธุรกิจด้านอื่นควบคู่กันไปด้วย เพราะท่านพยายามต่อยอดธุรกิจต่างๆ ที่มีอยู่ในมือจนกระทั่งประเทศไทยประสบวิกฤติฟองสบู่แตกในปี พ.ศ. 2540 จากการประกาศลอยตัวค่าเงินบาทของรัฐบาล ทำให้เกิดลูกหนี้ NPL กันเกือบทั้งประเทศ และการทำธุรกิจในสมัยนั้นก็นิยมกู้เงินลงทุนจากธนาคาร โดยมีดอกเบี้ยสูงถึง 18-19% คุณณัฐดนัยก็เป็นลูกหนี้ NPL ของธนาคารคนหนึ่งเหมือนอีกหลายๆคนในขณะนั้น ทำให้ต้องพยายามหาเงินมาชำระหนี้ เพื่อไม่ให้ธนาคารฟ้องร้อง คุณณัฐดนัยจึงคิดและตัดสินใจทำน้ำจิ้มสุกี้บรรจุขวดขาย “ตอนนั้นผมคิดว่าวิธีที่จะหลุดจากหนี้ธนาคารได้นั้นผมต้องมีรายได้มากกว่าหนี้สิน และโรงงานผลิตน้ำจิ้มสุกี้น่าจะเป็นทางออกสำหรับวิกฤติที่เกิดขึ้น” ความได้เปรียบในการทำธุรกิจของคุณณัฐดนัย เกิดจากการมีความรู้เกี่ยวกับโรงงานเป็นอย่างดี จากที่เคยได้ช่วยคุณพ่อดูแลกิจการโรงงานผลไม้อบแห้งมาก่อน ขณะเดียวกันก็มองเห็นตลาดว่ายังไม่มีใครทำน้ำจิ้มสุกี้สูตรกวางตุ้งบรรจุขวดขาย การรับประทานสุกี้ สิ่งสำคัญคือ น้ำจิ้ม ส่วนผักต่างๆและเนื้อสัตว์ต่าง นั้นสามารถหาซื้อได้ทั่วไป ด้วยการพยายามคิดค้นการทำน้ำสุกี้ใส่ขวด การสร้างจุดเด่นเพื่อสื่อสารให้ลูกค้าทราบว่า นี่คือน้ำจิ้มสุกี้ ไม่ใช่ซอสพริก โดยการเติม “งาคั่ว” ลงไปในขวดด้วย เป็นเอกลักษณ์ของน้ำจิ้มสุกี้ ตรา “ซันซอส” ซึ่งคุณณัฐดนัยเป็นผู้คิดริเริ่มเป็นรายแรกในตลาดน้ำจิ้มสุกี้บรรจุขวดของเมืองไทย คุณณัฐดนัยเป็นอีกหนึ่งผู้บริหารที่ดูแลด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดรวมถึงโลโก้ของผลิตภัณฑ์ด้วย การริเริ่มอะไรใหม่ๆย่อมลำบากและเสี่ยงต่อความล้มเหลว สมัยนั้นทุกคนเข้าใจกันว่าการรับประทานสุกี้ ต้องทานที่ภัตตาคารสุกี้เท่านั้น การขายน้ำจิ้มสุกี้ในห้างสรรพสินค้าต่างๆจึงเป็นเรื่องยาก คุณณัฐดนัยเป็นผู้หนึ่งที่มีความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอสินค้าแก่กลุ่มเป้าหมายหรือฝ่ายจัดซื้อของห้าง “ตอนนั้นไม่มีฝ่ายจัดซื้อขอองห้างคนไหน เห็นตลาดของน้ำจิ้มสุกี้ขวดเลย ทุกคนปฏิเสธ ผมกลับมาคิดหาวิธีให้ลูกค้าได้ชิมน้ำจิ้มของเรา ด้วยการต้มสุกี้ให้ลูกค้ากินในงานแฟร์ต่างๆ ผลปรากฎว่าลูกค้าชอบมาก น้ำจิ้มเราขายดีมาก หลังจากนั้นกลับไปบอกจัดซื้อของห้างใหม่ว่าผมขอฝากขาย ถ้าขายไม่ได้ห้างไม่ต้องจ่าย ทางห้างก็เลยยอมลองดู ผมต้มสุกี้ให้ลูกค้าชิมในห้าง จัดซื้อชอบมาก บอกไม่เคยคิดมาก่อน แปลกใหม่ดี ยอดขายก็ดีมาก แถมยังทำให้ผักและเนื้อสัตว์ในห้างขายดีตามไปด้วย” ซึ่งกลยุทธ์นี้ทำให้คุณณัฐดนัยประสบความสำร็จในการนำเข้าร้านสะดวกซื้อ และห้างสรรพสินค้าต่างๆเป็นลำดับ “ถึงแม้เราจะเป็นผู้ริเริ่มผลิตน้ำจิ้มสุกี้กวางตุ้งบรรจุขวดขายเป็นรายแรกรายเดียวในตอนนั้น เราก็ยังคิดค้นสูตรใหม่ๆออกมาเสมอ เพื่อตอบสนองลูกค้าทุกกลุ่ม สูตรแรกที่เราผลิตออกมาคือสูตรเข้มข้นเป็นสูตรที่ยังนิยมอยู่อันดับ 1 แล้วก็มีสูตรพริกกะเหรี่ยง ซึ่งตอนนี้กำลังนิยมมาก เหมาะสำหรับคนที่ชอบรสจัดจ้าน ส่วนเด็กที่ทานเผ็ดไม่ค่อยได้ เราก็คิดสูตรเผ็ดน้อยออกมา แล้วที่พิเศษกว่านี้คือสูตรเจ เพราะกลุ่มผู้บริโภคที่รับประทานเจเเละมังสวิรัติก็มีมากขึ้น”

ไม่เพียงแต่ในเมืองไทยเท่านั้นในต่างประเทศเช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน สหรัฐอเมริกา ฯลฯ น้ำจิ้มสุกี้ “ซันซอส” ก็ได้รับความนิยมเช่นกัน ปัจจุบันตลาดส่งออกของ “ซันซอส” ก็เติบโตไปพร้อมๆกับเมืองไทย จากที่กล่าวมาในช่วงกลางของบทความ เมื่อโชคชะตาฟ้าลิขิตให้คุณณัฐดนัยต้องเป็นผู้ลงมือทำงานเอง ต้องเริ่มก่อสร้างตัวด้วยตนเองจึงจะเป็นผู้ประสบความสำเร็จ เราจึงมองเห็นแนวทางในการทำงานแห่งความอดทนและแนวทางที่ยึดมั่นความถูกต้องเป็นที่ตั้งความซื่อสัตย์ต่อตนเองและลูกค้าทำให้คุณณัฐดนัยก้าวมาจนถึงทุกวันนี้ การเป็นหัวเรือใหญ่ของคุณณัฐดนัยเริ่มต้นตั้งแต่การเข้ามาทำงานในช่วงแรกเริ่ม แม้ด้วยวุฒิภาวะและคุณวุฒิยังเป็นรองแต่การเป็นคนไม่ขี้ขลาด ต่อการเผชิญหน้ายอมรับความจริง ก็ทำให้วันนี้ธุรกิจและชีวิตมีความสมดุลและลงตัว ด้านเป้าหมายของคุณณัฐดนัยคือต้องการให้สุกี้เป็นอาหารประจำทุกบ้าน เพราะสุกี้เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพเหมาะกับคนทุกวัย ทำรับประทานได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก รับประทานมากก็ไม่ทำให้อ้วน แต่สิ่งสำคัญน้ำจิ้มต้องอร่อย “คนเราควรคิดทำอะไรใหม่ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสให้กับตัวเราเอง โอกาสดีๆ นั้นไม่ได้วิ่งมาหาเราหรอก แต่เราเองจะต้องไขว่ขว้าหาโอกาสด้วยตนเองและอย่ากลัวที่จะเป็นผู้นำที่จะเริ่มอะไรใหม่ๆ ถ้าไม่มีใครกล้าทำอะไรใหม่ๆ โลกเราก็จะไม่พัฒนา”